เทคนิค หากอยากให้ห้องนอนสะอาดขึ้น ห่างไกลโรค


     ในชีวิตคนเรามักจะใช้เวลากลางคืนนั้นอยู่ในห้องนอนเป็นส่วนมาก เพราะคนเรานั้นควรจะนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง จึงเท่ากับ 1 ใน 3 ของวันเลยทีเดียว แต่หากใครที่ชอบทำกิจวัตรในห้องนอนอยู่แล้ว อาจจะยิ่งอยู่ในห้องนอนมากกว่านั้น การดูแลพื้นที่ที่เราอยู่เป็นประจำยิ่งต้องดูแลให้ดีดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพราะคงจะไม่ดีแน่หากเรานั้นต้องอาศัยอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นและความชื้น จึงอาจจะเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้ ไซนัส หรือโรคระบบทางเดินหายใจต่าง ๆ อีกมากมาย 

1. ติดกอดหมอนต้องหมั่นเอาฝุ่นออก
ถ้าใครติดการนอนคว่ำ หรือชอบซุกหน้าเข้ากับหมอนและหมอนข้างเป็นประจำล่ะก็ ยิ่งต้องหมั่นทำความสะอาด 2 สิ่งนี้อยู่เสมอ เพราะข้างในนั้นมักเต็มไปด้วยสารก่อภูมิแพ้ โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องนอนที่ฝุ่นเกาะง่าย อย่าง ‘นุ่น’ หรือ ‘ขนสัตว์’ ส่วนปลอกหมอนที่ใช้ ก็ควรเป็นผ้าที่ทออย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้ไรฝุ่นเล็ดลอดเข้าไปสะสมได้

สำหรับวิธีการทำความสะอาดง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ทุกอาทิตย์ ก็แค่นำหมอน, หมอนข้าง หรือตุ๊กตาต่าง ๆ ไปตากแดด ตบเอาฝุ่นออก หรือจะซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหมอนโดยเฉพาะมาติดไว้ในห้อง ก็ช่วยให้ห้องนอนสะอาดขึ้นได้เยอะ 

2. อย่าลืมใส่ใจทำความสะอาดทั้งบนเตียงและใต้เตียง
มีหลายคนที่มัวแต่ทำสะอาด กวาดถูแค่พื้นที่ใต้เตียง ซึ่งมันก็ดีหากเราดึงลิ้นชักใต้เตียง หรือข้าวของต่าง ๆ ออกมาปัดฝุ่นเช็ดล้างด้วยทุกครั้ง แต่ต่อให้เราทำสะอาดพื้นบ่อยแค่ไหน ก็อย่าลืมใส่ใจพื้นที่บนเตียงด้วยเช่นกัน อย่าง การเลือกผ้าปูเตียงที่ทำจากผ้าฝ้ายออร์แกนิก ซึ่งสามารถซักทำสะอาดด้วยน้ำร้อน 60 องศาเซลเซียสได้บ่อยครั้ง หรือการใช้แผ่นปูเตียงมาคลุมทับไว้อีกชั้น เพราะถึงเราจะไม่มีเวลาซักผ้าปูเตียงบ่อย ๆ แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถทำความสะอาดแผ่นปูพวกนี้ได้ง่ายกว่า ประมาณอาทิตย์ละครั้ง

3. เลือกที่นอนให้เหมาะกับสุขภาพ
สำหรับใครที่เป็นโรคภูมิแพ้, หอบหืด หรือระบบทางเดินหายใจ ควรใช้เตียงที่ทำจากใยสังเคราะห์ เช่น ผ้าฝ้าย และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ผ้านวมหรือขนสัตว์  เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากแหล่งสะสมเชื้อโรคและไรฝุ่นชั้นดี แถมยังทำความสะอาดยาก

4. หาเครื่องดูดฝุ่นติดห้องไว้บ้างก็ดีนะ
ถ้าการขนเครื่องนอน, ผ้าปู, ผ้าห่ม, ปลอกหมอนไปซักทุกอาทิตย์มันยากนัก ก็ขอแนะนำให้หาเครื่องดูดฝุ่นตัวเล็กแบบพกพามาติดห้องไว้บ้างดีกว่า ซึ่งปัจจุบันก็มีนวัตกรรมของใช้ภายในบ้านออกมามากมาย ให้เราใช้งานได้สะดวกขึ้น สำหรับการทำความสะอาดพรม หรือเฟอร์นิเจอร์บุนวม ควรใช้เป็นเครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรอง 2 ชั้น หรือชนิดที่สามารถกรองอนุภาคเล็ก ๆ ได้ และหากเป็นไปได้ ควรใส่หน้ากากอนามัยป้องกันขณะทำความสะอาดด้วย

5. ไม่พาสัตว์เลี้ยงมาไว้ในห้องนอน
ปกติคอนโดมิเนียมทั่วไปมักไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ภายในห้อง แต่ก็ยังมีบางโครงการที่เปิดโอกาสให้เราเลี้ยงสัตว์ตัวเล็ก ๆ ได้อยู่ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องดีแน่สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวเป็นภูมิแพ้ หรือหอบหืด เพราะนอกจากจะทำให้อาการแย่ลงแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องขนสัตว์และกลิ่นติดโซฟา, เตียงนอน, ผ้าห่มอีกด้วย หรือถ้ามีเหตุจำเป็นจริงๆ ก็พยายามอย่าพอเจ้าตัวเล็กเข้าห้องนอน ขึ้นไปเล่นบนเตียงจะปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่า

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่จะทำให้ห้องของเราปลอดภัย ไร้โรค ก็คือ การหมั่นทำสะอาดเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพราะอาการภูมิแพ้มักเกิดจากการสัมผัส หรือสูดเอาของเสียจากตัวไรฝุ่นเข้าไป ทำให้ร่างกายเกิดปฎิกิริยาตอบสนอง

และถึงแม้จะเคยทำความสะอาดห้องกันไปแล้ว แต่อาการแพ้ไรฝุ่นจะยังคงอยู่กับเราไปอีกเป็นปี ๆ เนื่องจากของเสียที่ว่าพอแห้งแล้วก็ยังคงกระจายอยู่รอบห้อง พอเราเดินบนพรม ขยับตัวไปมาบนเตียง หรือแม้แต่นั่งอยู่เฉย ๆ มันก็พร้อมจะกลับมาทำร้ายเราได้อีกเรื่อย ๆ 

Related Post

History of Thai desserts

ประวัติขนมไทยประวัติขนมไทย

ประวัติขนมไทย ประวัติขนมไทย ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มีดหตุผลเป็นความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ผู้ทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้พูดและกล่าวไปว่า ในงานสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้มีเครื่องตั้งสำรับหวานสำหรับพระสงฆ์ ๒,๐๐๐ รูป ประกอบด้วย ขนมฝอย ขนมไส้ไก่ ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วย ฝอยทอง ฉาบ ล่าเตียง หรุ่ม สังขยา และขนมตะไล เป็นการร้องกาพย์โครงกลอนว่า บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้กล่าวชมเครื่องหวานหรือขนมไทยหลายชนิดด้วยกันเช่น ข้าวเหนียวสังขยา ขนมลำเจียก ขนมทองหยิบ ขนมทองหยอด ขนมผิง

ความเชื่อเรื่องปีชงของคนญี่ปุ่นความเชื่อเรื่องปีชงของคนญี่ปุ่น

เรื่องโชคลางและความเชื่อนั้นเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่แต่ละคนอาจคิดเห็นแตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าจะเป็นคนประเทศไหนต่างก็ต้องมีความเชื่อความศรัทธาเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้อยู่เหมือนกัน อย่างชาวญี่ปุ่นนั้น ถึงแม้จะมีภาพลักษณ์ว่าเป็นประเทศที่ไม่ได้นับถือศาสนาไหนเป็นหลัก แต่ชาวญี่ปุ่นก็มีความเชื่อเรื่องโชคลางอยู่ไม่น้อยเลย เราจึงจะพาไปทำความรู้จักเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องปีชงของชาวญี่ปุ่นกันว่าเขามีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร และมีวิธีการแก้เคล็ดที่แปลกแตกต่างจากความเชื่อของคนไทยหรือไม่ ปีชง หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “ยาคุโดชิ” (厄年) หรือบางคนจะมองว่าปีเบญจเพสก็ได้ แต่แค่สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้วปียาคุโดชิจะไม่ได้มีเพียงครั้งเดียวในช่วงชีวิต ความเชื่อเรื่องปีชงของคนญี่ปุ่นนั้น ว่ากันว่าเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยเฮอัน ซึ่งอยู่ระหว่างปีค.ศ. 794-1185 โดยไม่ได้มีหลักฐานทางวิชาการมายืนยันอย่างแน่ชัด แต่ว่ากันว่าความเชื่อเรื่องปีชงนี้เริ่มหยั่งรากลึกกลายเป็นธรรมเนียมในหลายพื้นที่ในสมัยนี้เป็นต้นมา ถึงแม้ความเชื่อเรื่องปีชงในแต่ละท้องถิ่นของญี่ปุ่นจะแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีคำนวณตามการนับอายุแบบโบราณ โดยจะนับว่าปีที่เกิดถือเป็นปีที่มีอายุ 1 ขวบ และหลังจากนั้นอายุก็จะเพิ่มขึ้นอีก 1 ปีเมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ในทุก ๆ ครั้ง ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นว่ากันว่า

ต้นชวนชม ต้นไม้มงคลที่เพิ่มความเสน่หาให้แก่บ้าน

ต้นชวนชม ต้นไม้มงคลที่เพิ่มความเสน่หาให้แก่บ้านต้นชวนชม ต้นไม้มงคลที่เพิ่มความเสน่หาให้แก่บ้าน

ต้นชวนชม นั้นเป็นต้นไม้ที่ถือว่าเป็นเป็นที่คู้บ้านคู่เรือนมายาวนานเลยทีเดียว  และที่ใครหลายๆคนเชื่อว่าเป็นไม้มงคลให้แก่บ้าน และยังเชื่อว่าต้นชวนชมนั้นเป็นต้นไม้ที่ให้ความร่ำรวย และยังเพิ่มความสิริมงคลให้แก่บ้านอีกด้วย แต่ก่อนนั้นต้นชวนชมมักจะมีสีเดียวคือสีชมพู แต่ตอนนี้ต้นชวนชมได้มีหลากหลายสีเพราะปัจจุบันนี้ได้นำเอาพันธุ์ไม้ต่างประเทศมาตกแต่งกลิ่งกลายเป็นชวนชมสายพันธุ์ใหม่ และทำให้มีหลากหลายสี สีขาว สีบานเย็น สีแดง แดงอมขาว ต้นชวนชม วิธีการดูแลรักษา  การปลูกต้นชวนชมนั้นควรที่จะต้องปลูกด้วยดินที่มีลักษณะที่ร่วนซุย จะช่วยในการระบายน้ำได้ดีมากๆ เพราะชวนชมนั้นมีดูดซับของน้ำได้ดีเพราะมีลำต้นที่ใหญ่เป็นพิเศษ และยังเลี้ยงง่ายมากๆ แต่ห้ามลดน้ำเยอะเกินไปเพราะจะให้ลำต้นนั้นรับปริมาณน้ำที่มากจนเกินไปอาจจะทำให้ต้นชวนชมนั้นเหี่ยวเฉาได้ง่ายๆ และไม่ควรรดน้ำบ่อยจนเกินไปควรลดอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อ 1 อาทิตย์ และควรรดน้ำที่สะอาดและห้ามรถโดนใบเด็ดขาดอาจจะทำให้ใบนั้นร่วงและอาจจะช้ำและไม่สวยได้ และการให้ปุ๋ยนั้นอย่าใส่จนเยอะมากเกินไปจนทำให้แน่นอาจจะไม่มีการละลายของน้ำออกอาจจะทำให้ต้นเฉาได้ และควรที่จะใส่ปุ๋ยให้เกินลำต้นนิดหน่อย การที่จะตัดตอนกิ่งต้นชวนชมนั้น จริงๆแล้วต้นชวนชมนั้นลำต้นจะบิดลำต้นเองอย่างธรรมชาติของมันเองจะสวยงามของต้นอยู่แล้ว แต่ครั้งอาจจะต้องตกแต่งต้นชวนชมให้ดูสวยงามตามที่ต้องการได้